ช่างกล้องวงจรปิด

ช่างกล้องวงจรปิด กับการปฐมพยาบาลเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

ช่างกล้องวงจรปิด มีความเสี่ยงในการทำงานในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นเราควรมีวิธีการการปฐมพยาบาล

                     การให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือผู้ป่วยในชั้นแรก   ที่ต้องทำในทันทีทันใดหรือในสถานที่เกิดเหตุ   โดยการใช้อุปกรณ์เท่าที่จะหาได้และความรู้ในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเพื่อลดอันตรายก่อนที่ผู้บาดเจ็บจะถึงมือแพทย์  หรือขณะที่ไปยังโรงพยาบาล

วัตถุประสงค์ของการปฐมพยาบาล

  1. เพื่อช่วยชีวิต
  2. เพื่อลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ  หรือเจ็บป่วย
  3. เพื่อลดความเจ็บปวด
  4. เพื่อป้องกันความมพิการที่จะเกิดขึ้น

หลักปฏิบัติโดยทั่วไป

  1.  หาสถานที่ที่เหมาะสมและมีอากาศถ่ายเทได้สะดวกบริเวณใกล้  ๆ  ที่เกิดเหตุ  และห้ามบุคคลอื่นอย่าให้มามุงดู
  2. ผู้บาดเจ็บยังมีสติพูดได้อยู่   ให้สอบถามอาการและสาเหตุ หรือถามจากผู้พบเห็นเหตุการณ์   ควรตรวจดูให้แน่ว่าได้รับอาการบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด
  3. เมื่อรู้ตำแหน่งบาดแผลของผู้บาดเจ็บแล้วให้รีบแก้ไขอาการที่หนักและเป็นอันตรายต่อชีวิตมากที่สุดก่อนอื่น
  4. ห้ามทำการเคลื่อนย้ายผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส   นอกจากจำเป็นต้องทำเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มอีก    การเคลื่อนย้ายผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสให้ใช้วิธีการเคลื่อย้ายผู้ป่วยให้เหมาะสมกับลักษณะอาการ
  5. ห้ามให้น้ำหรือเครื่องดื่มอื่นใดแก่ผู้ได้รับการบาดเจ็บที่ยังไม่รู้สึกตัว   หรือรู้สึกตัวบ้างเล็กน้อย
  6. พยายามทำให้ผู้บาดเจ็บสบายที่สุดเท่าที่จะทำได้    ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย  และให้กำลังใจแก่ผู้บาดเเจ็บ   อย่าพูดถึงความร้ายแรงของบาดแผลหรือเหตุที่เกิดขึ้น
  7. รีบหายานพาหนะนำผู้ที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว

กรณีที่เป็นลมหมดสติ

                      โดยการรีบนำตัวผู้ป่วยออกมาจากสถานที่อับอากาศโดยเร็ว   และทำการปฐมพยาบาลตามขั้นตอนและชนิดของการเป็นลมหมดสติดังนี้

 การเป็นลมหน้าซีด   อาจเกิดจาก

  • เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ
  • สมองถูกกระทบกระเทือน
  • ทำงานหนักเกินไป
  • หิวจัด
  • ร้อนจัด
  • อ่อนเพลียจากโรคอื่น   ๆ
  • ตกใจมาก

การให้ความช่วยเหลือ

  • ให้นำผู้ป่วยพาเข้าร่ม  และอย่าให้มีคนมุง
  • ให้นอนราบ  และยกเท้าให้สูง
  • คลายเสื้อผ้าของผู้ป่วยออกให้หลวม
  • พักให้เย็น  หรืออาจช่วยเช็ดตัวด้วยน้ำแข็ง
  • ให้ดมยาแอมโมเนีย  หรือให้ดื่มน้ำเย็นถ้าเกิดจากความร้อนให้ดื่มน้ำที่ผสมเกลือ
  • ถ้าผู้ป่วยมีอาการอาเจียนด้วยต้องรีบคอยเช็ด
  • ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวให้จับนอนตะแคงศรีษะเงยหน้าไปข้างหลังเล็กน้อย
  • ถ้าผู้ป่วยไม่หายใจให้ช่วยทำการหายใจได้ทันที
  • รีบนำตัวผู้ป่วยส่งแพทย์ทันที

ผู้ป่วยเป็นลมหน้าเขียวคล้ำ   เกิดจาก

  • อากาศหายใจไม่เพียงพอ
  • โรคลมบ้าหมู
  • ทางเดินหายใจถูกอุดตัน  จากสิ่งของเข้าไปอุด   สำลักอาหาร

             อาการของผู้ป่วยจะมีอาการแน่นหน้าอก ไอ  หายใจหอบถี่แรง  เหงื่อออกมาก   ผิวหนัง  ริมฝีปาก  เล็บมือเป็นสีคล้ำ  หายใจมีเสียงครืดคราด

การให้ความช่วยเหลือ

  • ให้ผู้ป่วยนอนราบ
  • คลายเสื้อผ้าของผู้ป่วยให้หลวม
  • อย่าให้คนมุง
  • ตามแพทย์และรถพยาบาลด่วน

กรณีที่ผู้บาดเจ็บมีเลือดออก

                 เมื่อผู้บาดเจ็บได้รับอันตรายจากการเสียเลือดนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนเลือดที่เสียไป   และระยะเวลา    ถ้าออกมากและเร็วก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

อาการของการเสียเลือด

               ถ้ามีเลือดออกเพียงเล็กน้อยอาจไม่มีอาการใดๆ เลย แต่ถ้าเลือดออกมากจะมีอาการตามลำดับ   ดังนี้

  • เวียนศรีษะ
  • เหนื่อย
  • กระหายน้ำ
  • ซีด
  • กระวนกระวาย
  • เหงื่อออก   ตัวเย็น ซึ่งอาการเหล่านี้แสดงว่าผู้ป่วยช็อค
  • หายใจหอบ      ซึ่งอาการเหล่านี้แสดงว่าผู้ป่วยช็อค
  • คลื่นไส้  อาเจียน    ซึ่งอาการเหล่านี้แสดงว่าผู้ป่วยช็อค
  • ชีพจรเบา  เร็วหรือคลำหาชีพจรไม่ได้    อาการเหล่านี้แสดงว่าผู้ป่วยช็อค

การให้ความช่วยเหลือ

                ถ้าผู้บาดเจ็บมีเลือดออกมากและเร็ว  จำเป็นต้องให้การช่วยเหลือทนที โดยให้ผู้ป่วยนอนราบ

การปฐมพยาบาลบาดแผล  ชนิดของบาดแผล

  • แผลถูกแทงที่ท้อง
  • แผลถูกแทงที่หน้าอก
  • บาดแผลมีวัสดุปักคา
  • บาดแผลถูกยิง
  • บาดแผลที่อวัยวะส่วนปลายถูกตัดขาด

หลักการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บที่ถูกแทง

  • ถ้ามีวัสดุหักคาอยู่  ห้ามดึงออกเด็ดขาก
  • ให้ผู้บาดเจ็บงดน้ำ  งดอาหาร
  • ถ้ามีอวัยวะภายในโผล่ออกมา   ห้ามจับใส่เข้าไป  ให้ใช้ผ้าสะอาดปิดแผลไว้
  • ให้รีบนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลทันที

บาดแผลที่มีอวัยวะส่วนปลายถูกตัดขาด

  • ให้ทำการห้ามเลือด  ตามหลักการห้ามเลือด
  • เก็บชิ้นส่วนที่ถูกตัดขาด  ตามวิธี  เช่น  กด  และยกส่วนที่บาดเจ็บให้สูงขึ้น,  นำอวัยวะที่ถูกตัดขาด ใส่ถุงพลาสติกที่แห้งและสะอาด  ปิดปากถุงพลาสติกให้แน่นแล้วนำถุงพลาสติกแช่ลงในน้ำแข็งหรือน้ำเย็น, ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว  พร้อมอวัยวะที่ขาด

 การห้ามเลือด

  • ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง  เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ใช้ผ้าสะอาดพับหนาๆ กดบนบาดแผล
  • ใช้ผ้ายืดพันทับบนผ้าที่กดบาดแผลไว้
  • ถ้าเลือดออกมาก ให้ใช้มือกดบนบาดแผล แล้วยกส่วนนั้นให้สูงเหนือระดับหัว
  • ระวังอากาช็อค จากการเสียเลือด

การปฐมพยาบาลจากแผลไหม้และน้ำร้อนลวก

  • สาเหตุของการเสียชีวิตจากแผลไหม้นั้นเกิดจากทางเดินหายใจได้รับอันตราย, เสียน้ำ และน้ำเหลืองจำนวนมาก, ช็อค จากการเสียน้ำและของเหลว, เกิดจากการติดเชื้อ
  • ต้องหยุดยั้งความร้อน
  • การดับไฟโดยการใช้น้ำราด หรือใช้ผ้าหนาๆ  ชุบน้ำคลุมตัว
  • ถอดเสื้อผ้าที่ไหม้ไฟ  หรือถูกน้ำร้อนลวก พร้อมทั้งเครื่องประดับออกจากร่างกายและสำรวจผู้ป่วยตามวิธีการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน, ถ้ามีบาดแผลเลือดออก ต้องห้ามเลือด, ถ้ามีกระดูกหัดต้องเข้าเฝือก

แผลไหม้จากสารเคมี

  • สารเคมีที่เป็นน้ำหกรดราดผิวหนังหรือลำตัว ให้ใช้น้ำล้าง โดยตักราด  หรือเปิดให้น้ำไหลผ่านตัว นาน 10 นาที,  ถอดเสื้อผ้าเครื่องประดับที่เปื้อนสารเคมีออกให้หมด,  ตรวจดูร่างกายทั่วไปเกี่ยวกับการหายใจ  หรือบาดแผลอื่นๆ  ถ้ามีความผิดปกติต้องรีบให้การช่วยเหลือทีนที,  และรีบนำส่งโรงพยาบาลสำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บสาหัส
  • สารเคมีที่เป็นผง ให้ปัดสารเคมีออกจากเสื้อผ้าให้หมดก่อน,  ล้างออกด้วยน้ำ,  ผู้ช่วยเหลือต้องระวังไม่ให้สัมผัสกับสารเคมีนั้นด้วย

ข้อควรพึงระวังในการดูแลแผลไหม่

             สิ่งที่ควรปฏิบัติ  

  • ใช้ความเย็นจากน้ำ  นำมาระบายความร้อน ,  ปิดด้วยผ้าแห้งและสะอาด ,  ดูแลไม่ให้เกิดภาวะช็อค

             สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ    

  • ห้ามใช้น้ำแข็ง   หรือน้ำที่เย็นจัดนำมาประคบ
  • ห้ามใช้สิ่งต่าง  ๆ  ปิดแผล  ยกเว้นผ้าสะอาด
  • ห้ามดึงชิ้นส่วนของเสื่อผ้าที่ติดหนังออก
  • ห้ามระบายความร้อนแผลไหม้ที่ลึกกว่า  ชั้นผิวหนัง
  • ห้ามเจาะถุงน้ำ
  • ห้ามใช้ขี้ผึ้ง  ครีม  ที่ทำให้เกิดความร้อน

สารเคมีเข้าตา  ควรปฏิบัติดังนี้

  • ล้างตาด้วยน้ำสะอาด  นานประมาณ  20  นาที
  • ระวังอย่าให้น้ำกระเด็นเข้าตาอีกข้างหนึ่ง
  • ปิดตาด้วยผ้าสะอาด
  • รีบนำส่งโรงพยาบาล

สิ่งแปลกปลอมเข้าตา

  • ห้ามขยี้ตา
  • เปิดเปลือกตา  เขี่ยผงออก
  • ถ้าผงไม่ออก  ลืมตาในน้ำกรอกตาไปมา
  • ถ้ายังไม่ออกให้รีบไปพบแพทย์

สิ่งแปลกปลอมเข้าหู

  • ถ้าเป็นแมลงเข้าหู    ให้หยอดด้วยน้ำมันมะกอก
  • วัตถุเข้าหู    ให้ตะแคงหูข้างนั้นลง   ถ้าไม่ออกให้รีบไปพบแพทย์

ภาวะช็อคจะมีอาการ

  • เหงื่อออก
  • ตัวเย็น
  • กระสับกระส่าย
  • หายใจเร็ว
  • ชีพจรเบาและเร็ว
  • ไม่รู้สึกตัว   และเสียชีวิต

การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและกระดูก

  • ข้อเคล็ด  จะมีอาการ เจ็บปวดมาก  บวม และร้อน  อาจมีเลือดออกบริเวณข้อ  เคลื่อนไหวไม่ถนัด  หากมีอาการชาบริเวณข้อเคล็ด   แสดงว่าเส้นประสารที่การฉีกขาด

การปฐมพยาบาล       

              พักข้อนิ่งๆ  ยกมือ  หรือเท้าขึ้นสูง   หรือใช้ผ้าคล้องแขนไว้  ประคบเย็น  24      ชั่วโมง  หลังจากนั้น ให้ประคบร้อน พันด้วยผ้ายืด  ภายใน 7 วัน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์

  • ข้อเคลื่อน  จะมีอาการ  ปวด  บวม  บริเวณข้อ   เคลื่อนไหวไม่ได้

การปฐมพยาบาล

               พักข้อนิ่งๆ ประคบเย็น ใช้ผ้าพัน  หรือเข้าเฝือกชั่วคราว  นำส่งโรงพยาบาล   พร้อมงดน้ำ  งดอาหาร 

  • กระดูกหัก  จะมีอาการ  ปวด  บวม  ร้อน  บริเวณที่หัก   ถ้าจับกระดูกนั้นจะโยก  หรือบิดเล็กน้อย  จะมีเสียงดังกรอบแกรบ  การเคลื่อนไหวผิดปกติ  รูปร่างของกระดูกผิดปกติ  อาจมีบาดแผลและพบปลายกระดูกโผล่ออกมา

การปฐมพยาบาล

             จัดกระดูกที่หักให้อยู่กับที่   หากมีกระดูกโผล่ออกมา   ห้ามดันกลับ   ให้ห้ามเลือดและปิดแผลไว้   ถอดเสื้อผ้าผู้บาดเจ็บ   โดยวิธีการใช้กรรไกรตัด   การหักของกระดูกชิ้นสำคัญ   เช่น   กระดูกเชิงกราน   กระดูกสันหลัง   ต้องการการรักษาที่ถูกต้อง

การเข้าเฝือก

                  การใช้วัสดุต่างๆ  พยุง หรือห่อหุ้มอวัยวะส่วนที่กระดูกหักให้อยู่นิ่ง  เฝือกมี   3  ชนิด  คือ  เฝือกจริงหรือถาวร  เฝือกชั่วคราว  เฝือกธรรมชาติ    แต่ในการปฐมพยาบาลจะให้ใช้เฝือกชั่วคราว

การเข้าเฝือกชั่วคราว

                 วัสดุที่ใช้ดาม  ต้องยาวกว่าอวัยวะส่วนที่หัก ไม่วางเฝือกลงบนบริเวณที่กระดูกหักโดยตรง  ควรมีสิ่งอื่นรองรับ มัดเฝือกกับอวัยวะที่หักให้แน่นพอควร

กระดูกปลายแขนหัก

               การปฐมพยาบาล ให้ใช้เฝือกยาวตั้งแต่ปลายนิ้วถึงข้อศอก  พันด้วยเชือกหรือผ้าให้กระชับ ใช้ผ้าคล้องคอห้อยแขน

กระดูกต้นแขน  หรือไหปลาร้าหัก

                การปฐมพยาบาล ให้ใช้ผ้าคล้องแจนแล้วผูกกับคอ  พันรัดแขนที่หักให้ติดกับลำตัวด้วยผ้าอีกผืนตามแขนในแนวตรง

กระดูกท่อนขาล่างหัก

                การปฐมพยาบาล  ดามด้วยเฝือก  2 อันยาวตั้งแต่ส้นเท้าถึงเหนือเข่าใช้ผ้าผูกติดกันเป็นเปราะๆ  จัดปลายเท้าตั้งฉากเสมอ   อย่าให้ผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป

กระดูกต้นขาหัก

               การปฐมพยาบาล  ดามด้วยเฝือก 2  อัน  อันแรกยาวตั้งแต่ส้นเท้าถึงใต้รักแร้   อีกอันยาวตั้งแต่ส้นเท้าถึงโคนขา ใช้ผ้าผูกติดกัน  หากมีบาดแผลให้ปิดแผลห้ามเลือดก่อนเข้าเฝือก 

กระดูกเชิงกรานหัก

                  การปฐมพยาบาล  อย่าให้บริเวณกระดูกเชิงกรานเคลื่อนไหว  ผูกขา 2  ข้างติดกัน โดยสอดผ้าไว้ใต้สะโพก  และเชิงกราน   และผูกปมตรงกลาง  วางผ้าระหว่าง  ขา  2  ข้าง  ผูกติดกันด้วยผ้าสามเหลี่ยม และผูกผ้ารอบเข่า 2   ข้าง

กระดูกสันหลังหัก

               การปฐมพยาบาล   การเคลื่อนย้ายต้องทำด้วยความระมัดระวัง ไม่เคลื่อนย้ายผู้ป่วยเอง  แจ้งขอความช่วยเหลือจากหน่วยแพทย์  หรือผู้ที่มีความรู้   หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้าย ให้ดามคอและหลังก่อน

             การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างถูกวิธี

  1. ดูว่าสถานการณ์รอบข้างปลอดภัยหรือไม่
  2. ตรวจสอบจำนวนผู้บาดเจ็บที่ต้องการให้การช่วยเหลือ  และกำลังของผู้ช่วยเหลือ
  3. ขอความช่วยเหลือ   หากผู้ช้วยเหลือไม่เพียงพอ
  4. ถ้ามีบาดแผล  ต้องห้ามเลือดก่อน
  5. ขณะเคลื่อนย้าย   ต้องตรึงผู้ป่วยให้แน่น
  6. ต้องรู้จุดหมายปลายทางที่จะยกผู้ป่วยไป

หลักการเมื่อเคลื่อนย้ายผู้ป่วย

  • อย่าเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น
  • ห้ามเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง
  • ห้ามเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยยังไม่ได้แก้ไขส่วนที่บาดเจ็บ
  • ห้ามทิ้งผู้ป่วยที่หมดสติอยู่ตามลำพัง
  • ห้ามทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บมากขึ้น
  • ห้ามทำในสิ่งที่ไม่รู้   หรือไม่แน่ใจ

การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเล็กน้อย  และ/หรือ  ไม่รู้สึกตัว

                ผู้ช่วยเหลือมี 1 คน ให้ใช้ในท่าประคองเดินใช้สำหรับผู้ป่วยที่รู้สึกตัวดี  และช่วยเหลือตนเองได้ ไม่มีกระดูกหัก และผู้ป่วยตัวพอๆ  กับผู้ช่วยเหลือ  ส่วนการอุ้ม ใช้สำหรับผู้ป่วยตัวเล็กกว่าผู้ช่วยเหลือมากๆ   และไม่มีกระดูกหัก  แต่ถ้าผู้ป่วยตัวใหญ่และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ อาจใช้วิธียกโดยคนหลายๆ  คน

               ผู้ช่วยเหลือมี  2  คน  การประคองเดิน ใช้สำหรับผู้ป่วยที่พอช่วยเหลือตนเองได้   ไม่มีกระดูกหัก  กรณีที่ผู้ป่วยตัวใหญ่มาก  อุ้มคนเดียวไม่ไหวและไม่มีกระดูกหัก  การอุ้มคนละข้างของผู้ป่วย  สำหรับผู้ป่วยที่รู้สึกตัวดีให้ผู้ป่วยโอบบ่าของผู้ช่วยเหลือทั้งสอง  การอุ้มคนหนึ่งอยู่ด้านหน้า  อีกคนอยู่ด้านหลัง โดยต้องพยุงผู้ป่วยขึ้นมาอยู่ในท่านั่ง  ผู้ช่วยคนที่  1  ประคองด้านหลังของผู้ป่วย   ด้านหน้า  ผู้ช่วยอีกคนสอดแขนข้างใต้ข้อพับเข่าและลุกขึ้นพร้อมกัน

การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังหัก

  • จัดผู้ป่วยนอนราบบนไม้กระดานแผ่นเดียว
  • ขณะยกผู้ป่วยต้องยกให้ตัวตรงเป็นท่อนไม้
  • มัดตัวผู้ป่วยติดกับกระดานไม่ให้แน่น
  • ยึดศรีษะไม่ให้เคลื่อนไหว โดยนำวัสดุที่แข็ง  2  ชิ้นมาประกอบที่ศรีษะทั้ง  2  ข้าง

การช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยอันตรายช่วยออกมานั้นหมดสติไม่รู้สึกตัว

               การปฐมพยาบาล  ทำการช่วยเหลือผู้ประสบอันตรายมาได้แล้ว  หากปรากฏว่าผู้เคราะห์ร้ายที่ช่วยออกมาหมดสติไม่รู้สึกตัว   หัวใจหยุดเต้นและไม่หายใจโดยสังเกตได้จากอาการที่เกิดขึ้น  ริมฝีปากเขียว  สีหน้าซีดและเขียวคล้ำ  ทรวงอกเคลื่อนไหวน้อยมาก  หรือไม่เคลื่อนไหว  ชีพจรบริเวณคอเต้นช้าและเบามาก ถ้าหัวใจหยุดเต้นและคำชีพจรไม่พบ   ม่านตาขยายค้างไม่หดเล็กลง  หมดสติไม่รู้สึกตัว ต้องรีบทำการปฐมพยาบาลทันที  เพื่อให้ปอดและหัวใจทำงาน

                การปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน  การช่วยเหลืออย่างรีบด่วนในภาวะฉุกเฉินทั้งระบบหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิตโดยไม่อาศัยเครื่องมือใดๆ   การปฏิบัติการช่วยชีวิต มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือ และสามารถลดอัตราการตายของผู้บาดเจ็บได้ ถ้าทำอย่างถูกต้องและทันท่วงที

               อาการของผู้บาดเจ็บที่ต้องช่วยโดยการทำ CPR อาการที่ผู้บาดเจ็บไม่รู้สึกตัว    ไม่หายใจ หรือหัวใจหยุดเต้น

หลักการปฏิบัติการช่วยชีวิต

  1. เปิดทางเดินหายใจ
  2. ช่วยการหายใจ
  3. ช่วยการไหลเวียนโลหิต

ขั้นตอนการปฏิบัติการช่วยชีวิต

  • ประเมินความรู้สึกตัว โดยการเรียก  ปลุก  และเขย่าตัว
  • ขอความช่วยเหลือ  ถ้าไม่มีการตอบสนอง   ถ้าในผู้ใหญ่  ควรโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือก่อนเพราะสิ่งที่ต้องการเพื่อช่วยชีวิตคือ   เครื่องกระตุ้นหัวใจ
  • เปิดทางเดินหายใจ โดยใช้สันมือกดหน้าผาก  และ  2  นิ้วเชยขากรรไกรขึ้นให้หน้าแหงน   วิธีการนี้ใช้ได้กับผู้ได้รับบาดเจ็บทุกกรณี
  • ตรวจการหายใจ  เพื่อดูว่ามีการหายใจปกติหรือไม่ โดยใช้  ตาดู  หูฟัง  แก้มสัมผัส
  • ช่วยหายใจ  ถ้าไม่หายใจ  ให้การช่วยหายใจโดยการเป่าปาก  2  ครั้ง    การเป่าปากต้องเห็นทรวงอกกระเพื่อมขึ้นทุกครั้ง  ถ้าไม่กระเพื่อมขึ้นในการเป่าปากครั้งที่  1  ให้แก้ไขโดยการเปิดทางเดินหายใจใหม่แล้วจึงเป่าปากครั้งที่  2
  • ช่วยการไหลเวียนโลหิต  กดหน้าอก ตำแหน่งวางมือ  เหนือกระดูกลิ้นปี่  2  นิ้วมือ   ส่งที่ใช้กด  สันทือ  2  ข้างซ้อนกัน  จำนวนครั้งที่ใช้กด  30  ครั้ง   ความลึกของแรงกด  1.5  –  2  นิ้วฟุต   ความเร็วในการกด   100  ครั้ง/นาที

สิ่งที่แสดงว่าการช่วยชีวิตได้ผล

  1. เริ่มรู้สึกตัว  ส่ายหน้า  ขยับแขน  ขา
  2. มีการหายใจ
  3. เริ่มมีการกลืน  การไอ
  4. สีผิวหนังเปลี่ยนแปลงดีขึ้น

ผู้ช่วยเหลือจะหยุดทำการช่วยชีวิต  เมื่อ

  1. เมื่อผู้บาดเจ็บมีการหายใจและมีชีพจร
  2. เมื่อมีบุคลากรทางการแพทย์มารับช่วงต่อ

Related link : ระบบกล้องวงจรปิด กับการให้การช่วยเหลือการทำงานในที่อับอากาศ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *