ติดกล้องวงจรปิด

ติดกล้องวงจรปิด ต้องมีอุปกรณ์ความปลอดภัยอะไร

                ติดกล้องวงจรปิด การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยถือเป็นมาตรการที่จำเป็น 

เมื่อต้องทำงานในที่อับอากาศ  อาจเป็นบรรยากาศการทำงานที่ออกซิเจน  หรือมีการฟุ้งกระจายของสารเคมีอันตราย  สารไวไฟ  ตลอดจนสภาพอันตรายทางกายภาพอื่นๆ  เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ปฏิบัติงานได้รับการป้องกันจากอันตราย  ได้มีข้อกำหนดโดยทั่วไปในการใช้อุปกรณ์ในที่อับอากาศจะต้องครอบคลุมดังนี้

  1. ผู้ที่ทำงานในที่อับอากาศ  ต้องมีการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยที่เหมาะสมครบถ้วน
  2. อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยที่ใช้  จะต้องมีคุณภาพตามมาตรฐาน
  3. นายจ้างหรือเจ้าของสถานที่ประกอบกิจการ  มีหน้าที่ในการจัดหาและบำรุงรักษาอุปกรณ์  รวมทั้งมีการกำหนดระเบียบในการใช้อุปกรณ์และฝึกอบรมการใช้รวมถึงการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องให้กับผู้ที่ทำงานด้วย
  4. ผู้ที่ทำงานต้องใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยที่นายจ้างจัดหาให้ตามที่ได้รับการสอนและอบรม  เมื่อต้องทำงานในที่อับอากาศ

อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ  ตามรูปแบบการได้รับอากาศสำหรับหายใจเข้าไปในหน้ากาก   คือ  ประเภทกรองอากาศ  และประเภทส่งอากาศ

  1. อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจประเภทกรองอากาศ   อุปกรณ์ที่ใช้กรองหรือกำจัดสารปนเปื้อนออกจากที่ผู้สวมสูดหายใจเข้าไปก่อนที่อากาศนั้นจะเข้าสู่ระบบหายใจซึ่งนอกจากนี้อาจมีอุปกรณ์ชนิดพิเศษสำหรับใช้ในช่วงระยะเวลาที่จำกัด   ระหว่างการหนีออกจากบริเวณที่มีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจในระดับความเข้มข้นสูง  หรือดูดซับก๊าซและไอระเหยเฉพาะอย่างออกจากอากาศที่สูดหายใจเข้าไปโดยผู้สวมใส่  อุปกรณ์ประเภทกรองอากาศนี้มีข้อจำกัด ไม่สามารถใช้ได้ในภาวะขาดออกซิเจน  หรือในบริเวณที่มีสารปนเปื้นในระดับที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพอย่างเฉียบพลัน
  2. อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจประเภทส่งอากาศ  อุปกรณ์ที่มีแหล่งอากาศสำหรับหายใจแยกออกจากบริเวณที่ทำงาน  อากาศอาจถูกส่งไปยังผู้สวมใส่ผ่านสายส่งอากาศ  หรือ  ท่อส่งอากาศ โดยผู้สวมใส่พาถังบรรจุแหล่งอากาศไปด้วย  

แบ่งออกเป็นดังนี้

  1. ชนิดใช้สายส่งอากาศ  อากาศสำหรับหายใจอาจถูกส่งไปยังผู้สวมใส่ผ่านสายอัดอากาศ
  2. ชนิดถังบรรจุอากาศ อุปกรณ์ชนิดนี้ติดอยู่กับตัวผู้สวมใส่  ทั่วไปใช้กับครอบหน้าแบบเต็มใบหน้า  สามารถเคลื่อนที่ได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยความยาวของสายอากาศ

 เครื่องช่วยหายใจชนิดมีถังอากาศติดตัวเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในระยะแรก   เช่น

  1. ใช้สวมใส่ทำงานในพื้นที่ที่มีออกซิเจนไม่เพียงพอหรือที่อับอากาศ
  2. ใช้สวมใส่ทำงานในสถานที่มีแก๊ส ไอระเหย  อนุภาคที่มีความเข้มข้นสูงหรือไม่ทราบปริมาณ
  3. ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ผู้ใช้งานไม่ควรคาดว่าใช้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนดทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง   เช่น

  1. ระดับกิจกรรมของผู้ใช้งาน
  2. สภาพทางกายภาพของผู้ใช้งาน
  3. ระดับการหายใจของผู้ใช้งานที่เพิ่มมากชึ้น 
  4. ระดับการฝึกอบรมหรือประสบการณ์ที่ผู้ใช้งานคุ้นเคยกับอุปกรณ์ชนิดนั้น
  5. มีการอัดอากาศเต็มถังตั้งแต่เริ่มต้นการใช้งาน
  6. ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซภายในถึงอากาศที่อาจมากกว่า  0.04 %
  7. สภาพ  SCBA

ตรวจสอบถังอากาศติดตัว  (SCBA)   ก่อนการสวมใส่

  1. การตรวจสอบก่อนสวมใส่  SCBA
  2. นำเครื่องช่วยหายใจออกจากกล่องบรรจุ แล้วตรวจสอบข้อต่อที่ต่อเข้ากับตัวควบคุม
  3. อุปกรณ์ปรับความดันและข้อต่อที่เข้าถังอากาศ  ควรต่อให้แน่นอยู่ในสภาพพร้อม
  4. ใช้งานตรวจระบบบล็อกแผ่นหลังให้ติดแน่นกับตัวถังอากาศ
  5. ตรวจสอบสายสะพานและสายรัดเอว ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ และปรับให้กว้างที่สุด
  6. ตรวจสอบสภาพตัวหน้ากาก และท่ออากาศให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้

วิธีสวมใส่ถังอากาศ   SCBA

วิธีที่  1   แบบ  Coat  or  Vest  Style

  1. ยกถังอากาศโดยให้ถังอากาศอยู่ด้านในและใช้มือจับสายสะพานทั้ง 2  ข้าง
  2. พาดสายสะพานบนไหล่ขวาหลังจากนั้นพาดสายสะพายด้านซ้ายที่ไหล่ซ้าย
  3. ก้มตัวเล็กน้อยดึงปลายสายรัดของสายสะพายทั้งสองข้างพร้อมๆ  กันจนกระชับพอดีกับลำตัว
  4. เกี่ยวสายรัดเอวทั้งสองข้างเข้าหากันโดยให้ Pressure Gauge ที่อยู่บน  Regulator ในตำแหน่งที่ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นได้
  5. ปรับสายรัดเอวให้กระชับพอดี
  6. เปิดวาล์วที่ถังอากาศ เพื่อให้อากาศไหลเข้าสู่ตัว  Regulator จะทำให้สัญญาณเตือนดังขึ้นในระยะแรก

วิธีที่  2   สวมใส่ถังอากาศ   SCBA  แบบ  Over  Head  Style

  1. ดึงสายสะพายให้แยกออกจากกัน
  2. ก้มตัวลงหรือย่อตัวลงจับถังอากาศโดยให้ข้อศอกทั้งสองอยู่ในสายสะพาย
  3. ยกถังอากาศข้ามศรีษะแล้วปล่อยให้ถังไปอยู่ด้านหลัง
  4. ก้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย   แล้วดึงปลายสายรัดของสายสะพายทั้งสองข้างพร้อม  ๆ  กันจนกระชับพอดีกับลำตัว
  5. เกี่ยวสายรัดเอวทั้งสองข้างเข้าหากันโดยให้   Pressure  Gauge  ที่อยู่บน  Regulator   อยู่ในตำแหน่งที่ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นได้
  6. ปรับสายรัดเอวให้กระชับพอดี

วิธีสวมหน้ากากและการประกอบเข้ากับตัวควบคุมความดัน

  1. คลายสายรัดศรีษะทุกเส้นให้กว้างที่สุดพลิกสายรัดศรีษะไปด้านหน้าของตัวหน้ากาก
  2. ครอบหน้ากากเข้ากับใบหน้า  พรากสายรัดศรีษะ แล้วดึงปลายรัดศรีษะให้กระชับกับใบหน้าโดยเริ่มดึงจากสายรัดด้านล่างก่อนแล้งจึงดึงสายรัดด้านบนให้กระชับพอดีกับใบหน้า
  3. ทดสอลการรั่วของหน้ากาก  และท่ออากาศโดยอุดท่อหายใจด้วยฝ่ามือแล้วหายใจเข้าช้าๆ
  4. ทดสอบลิ้นหายใจออกโดยอุดท่ออากาศและหายใจออกช้า อากาศจะไหลออกทางลิ้นหายใจออก 
  5. cต่อท่ออากาศเข้ากับตัวควบคุมความดันให้แน่นพร้อมกับหมุน  Main  Valve  ที่  Regulator   เพื่อเริ่มใช้งาน

การสวมชุด   SCBA   พร้อมปฏิบัติการ

  1. ต้องกำหนดผู้รับผิดชอบ
  2. ผู้ที่จะใช้  SCBA ได้นั้นจะต้องผ่านการอบรมวิธีการใช้มาแล้ว
  3. ให้ออกแบบใบตรวจสอบสภาพ และให้ตรวจสอบตรวจสภาพทุกระยะ 2 เดือนจากนั้นให้เก็บไว้เพื่อสอบกลับได้
  4. ออกซิเจนในถัง  หากไม่ได้ใช้งานให้ปล่อยทิ้งและเติมใหม่ทุก 6 เดือน
  5. หลังใช้งานทุกครั้งและทุก 2  เดือนต้องทำความสะอาด Face piece เช็คด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อห้ามใช้แอลกอฮอล์  เนื่องจากทำให้ยางส่วนขอบเสื่อมสภาพเร็ว
  6. ทุกรอบปีปฏิทินให้ส่งถังไปทดสอบความแข็งแรงโดยวิธี Hydro – Static  Test

ภายในประเทศไทยได้มีกฎหมายกำหนดไว้ว่า  หน้ากากแบบสวมเต็มหน้า   ซึ่งอยู่ในชุดเครื่องช่วยหายใจถือเป็นยุทธภัณฑ์ทางทหาร  การนำมาใช้ในราชอาณาจักรเหรือการถือครอง  จะต้องขออนุญาตและเห็นชอบโดยกระทรวงกลาโหมเท่านั้น  ส่วนการสูญหายหรือทำลายหลังหมดสภาพใช้ต้องจัดทำรายงานแจ้งให้กระทรวงกลาโหมทราบด้วย

การใช้งาน   SCBA   Operation

  1. เกจหัวถังต้องพร้อมใช้งานที่สเกลเขียว
  2. ตรวจสอบลักษณะทั่วไปของอุปกรณ์เกี่ยวกับการชำรุดและความเสียหาย
  3. สวมสะพายเครื่อง  SCBA   และดึงปรับสายรัดให้ดึงพอดี
  4. เปิดวาล์วหัวถังทดสอบกด  By  Pass  Button   และทดสอบเปิดปิด  By  Pass  Valve   ที่หน้ากากเพื่อทดสอบการไหลของอากาศ
  5. สวม   Second  Stage  Regulator   เข้ากับหน้ากาก
  6. ทดลองเปิด  By  Pass  valve  และปิดคืนหรือ   กด/ปล่อย  By  pass  button   เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบทำงานได้สมบูรณ์
  7. หายใจตามปกติด้วยอากาศภายในถัง
  8. หลังใช้งานให้ปิดวาล์วหัวถังและเปิดวาล์ว  Bypass  ที่  Second  Stage  Regulator   เพื่อปล่อยออกซิเจนจนค้างสาย

หมายเหตุ      ความดันที่เหมาะสมกับการหายใจของคนเราประมาณหนึ่งบาร์

การตรวจสอบสภาพถังอากาศ  ควรตรวจสอบสภาพถังอากาศโดยวิธี  Hydrostatic   Test   ดังนี้

  1. ถังประเภท  Composite  ควรทำการทดสอบเมื่อใช้งานครบกำหนด  3  ปี
  2. ถังประเภท  Steel และ Alumium   ควรทำการทดสอบเมื่อใช้งานครบกำหนด   5   ปี

คุณภาพอากาศที่บรรจุภายในถังอากาศอากาศที่ใช้บรรจุในถังอากาศต้องบริสุทธิ์เพียงพอสำหรับการหายใจ  โดยต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  1. มีออกซิเจน  19.5  –  23.5%   โดยปริมาตร
  2. ไฮโดรคาร์บอนไม่เกิน  5  มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรของอากาศ
  3. คาร์บอนมอนอกไซด์ไม่เกิน 10  ส่วนต่อล้านส่วน
  4. คาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 1,000  ส่วนต่อล้านส่วน
  5. ไม่มีกลิ่นผิดปรกติ

ข้อควรระวังด้านความปลอดภัยของถังอากาศ

  1. ควรอัดอากาศให้เต็มถังทันทีหลังจากการใช้งานแต่ละครั้ง
  2. ไม่ควรเก็บถังอากาศที่มีอากาศภายในถังเพียงบางส่วน  เพราะระยะเวลาการใช้งานลดลง
  3. ก่อนการอัดอากาศ  ควรตรวจสอบสภาพภายนอกถังอากาศโดยสังเกตร่องรอยการสัมผัสกับความร้อนสูงหรือเปลวไฟ  เช่นเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือดำ  รูปลอกไหม้เกรียมหรือหลุดหาย  ความเสียหายทางกายภาพของถังอากาศควรหยุดใช้งาน   และส่งไปทำการทดสอบสภาพถังก่อนการทำการอัดอากาศ
  4. ถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเหมาะสมของถังอากาศควรส่งทำ  Hydrostatic  Test

การตรวจสอบและบำรุงรักษา   SCBA

  1. ควรมีการตรวจสอบตามข้อกำหนดทุกเดือน  ถังอากาศควรมีการบรรจุให้เต็ม
  2. ควรจัดเตรียม  SCBA  ให้พร้อมสำหรับใช้งานได้ทันทีทันใดเป็นสิ่งที่สำคัญมาก   ควรมีการตรวจสอบเป็นประจำ  อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง  และตรวจสอบประจำเดือนและตรวจสอบหลังการใช้งาน
  3. การตรวจสอบ   SCBA   ควรบันทึกข้อมูลการตรวจสอบ วันที่และลายเซ็นต์ผู้ตรวจสอบเพื่อทำให้ทราบประวัติการใช้งานของ  SCBA   เพื่อให้มีสภาพความพร้อมใช้งาน
  4. การเปลี่ยนหรือซ่อม  SCBA    ควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค  ความชื้นจากลมหายใจ  น้ำลาย ฝุ่นที่สะสมภายในหน้ากากและเหงื่อที่ติดกับลิ้นหายใจภายในหน้ากาก  คือแหล่งสะสมความสกปรกควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคหลีงการใช้งานโดยล้างหน้ากากและท่อหายใจด้วยสบู่อ่อนในน้ำอุ่นไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค  เพราะอาจทำให้แผ่นยางเสื่อมสภาพ

การจัดเก็บ   SCBA

  1. สถานที่จัดเก็บควรปราศจากฝุ่น   แสงแดด  ความร้อน  ความเย็น  ความชื้น  และสารเคมีที่ทำอันตราย
  2. ควรจัดเก็บ SCBA  ไว้ในกล่องซึ่งอยู่ภายในสถานที่มีอุณหภูมิที่เย็นและแห้ง
  3. เก็บหน้ากากใส่ถุงพลาสติก

คำเตือนทั่วไป

  1. ผู้ใช้งานที่มีเคราด้านข้างหนาทึบ  ไม่ควรใช้  SCBA เพราะอาจเกิดการรั่วระหว่างรอยต่อกับใบหน้า  อาจส่งผลให้ผู้ใช้งานเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บอย่างรุนแรง
  2. ถ้าท่านมีอาการดังนี้ ให้รีบออกมายังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ทันที  คลื่นเหียนเวียนศรีษะ  ระคายเคืองตา  ได้รับกลิ่นหรือรสที่ผิดปกติ  รู้สึกเมื่อยล้าเกินไป  หายใจลำบาก
  3. ห้ามใช้  SCBA  ทำงานใต้น้ำอย่างเด็ดขาด
  4. ควรใส่และถอดหน้ากากในบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์  ปราศจากสารพิษในบรรยากาศเท่านั้น

อุปกรณ์ปกป้องระบบทางเดินหายใจชนิดท่ออากาศ  หน้ากากปิดจมูกหรือปิดครึ่งใบหน้าหรือปิดเต็มใบหน้าอากาศที่ใช้ช่วยหายใจ  จะถูกส่งมาตามท่อขนาดเล็กที่อัดมาด้วยเครื่องอัดอากาศ  

การปรับปริมาณความต้องการอากาศทำโดยการปรับที่ลิ้นปิดเปิดจะเป็นตัวควบคุมการไหลของอากาศลิ้นนี้อาจจะติดที่บริเวณลำตัวหรือเข็มขัดชนิดนี้จะเหมาะกับการใช้ในบรรยากาศทั่วที่มีสารเคมีเป็นพิษสูง อากาศที่ออกต้องผ่านการกรองน้ำมันและความชื้นโดยเครื่องที่มีคุณภาพถูกต้องตรงตามมาตรฐาน

วิธีการใช้ที่ปลอดภัย

  1. ต้องมีการตรวจสอบก่อนจะใช้เสมอ เช่น  ตรวจหน้ากาก  ท่อส่งอากาศ   ลิ้นควบคุม
  2. ต้องปรับขนาดของหน้ากากใหพอดีกับใบหน้าผู้สวมใส่
  3. การปรับอัตราการไหลของอากาศ
  4. ต้องมีการตรวจสอบสายส่งอากาศหาจุดที่อาจจะมีการรั่วซึม
  5. ต้องมีการอบรมเทคนิควิธีการใช้การบำรุงรักษาให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องและใช้เป็นอย่างดี

 การบำรุงรักษา

  1. ควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคที่หน้ากากทุกครั้งหลังการใช้งาน
  2. ควรมีการตรวจสอบคุณภาพแหล่งจ่ายอากาศอย่างน้อยปีละ  1  ครั้ง

สุขภาพสำหรับการใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจผู้ที่ทำงานในที่อับอากาศ  จะต้องมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์แข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว  การใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจ   จะต้องมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญดังนี้

  1. สุขภาพร่างกาย  การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจที่หนัก   อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบหัวใจและปอดได้   คนที่มีโรคเกี่ยวกับปอดอย่างรุนแรงอาจหายใจลำบากมากขึ้นเมื่อสวมใส่
  2. สุขภาพจิต  สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันในระบบหายใจแบบครอบเต็มหน้า  เมื่อใช้ร่วมกับชุดปกป้องทั้งร่างกาย บางรายอาจรู้สึกหวั่นวิตกและโดดเดี่ยว ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ดีเท่าที่ควร
  3. การตรวจร่างกาย  ควรจัดทำประวัติด้านสุขภาพและตรวจร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจระบบหายใจและปอด  ปัญหาส่วนใหญ่ที่ต้องมีการตรวจเพิ่มเติมและควรตรวจสอบประวัติการใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจในอดีตด้วยทั้งนี้    ผู้ทำงานที่มีสถานะสุขภาพ  ควรพิจารณาเป็นพิเศษ  โรคปอดที่รุนแรงหรือปานกลาง  เจ็บหน้าอก   หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ  กล้ามเนื้อหัวใจตายเนื่องจากหลอดเลือดอุดตัน ความดันโลหิตสูง  การกลัวที่คับแคบ  มีประวัติถุงลมรั่วได้เอง

                     ผู้ที่ทำงานในที่อับอากาศ นอกจากอุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจแล้ว  ควรมีการสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลอื่นๆ ตามประเภทของงานและสภาพอันตราย  ดังนี้

  1. อุปกรณ์ป้องกันศรีษะ
  2. อุปกรณ์ป้องกันหู
  3. อุปกรณ์ป้องกันใบหน้าและดวงตา
  4. อุปกรณ์ป้องกันมือ
  5. อุปกรณ์ป้องกันเท้า
  6. อุปกรณ์ป้องกันลำตัว
  7. อุปกรณ์ป้องกันการตก
  8. อุปกรณ์ด้านความปลอดภัยอื่นๆ

Related link : รับติดตั้งกล้องวงจรปิด กับการหลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่อับอากาศ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *