กล้องวงจรปิด CCTV บทความ_ข้อควรระวังทั่วไปในการสำรวจสถานที่เกิดเหตุ
บทความ

ข้อควรระวังทั่วไปในการสำรวจสถานที่เกิดเหตุ

Posted On มีนาคม 10, 2017 at 4:11 pm by / No Comments

กล้องวงจรปิด CCTV และ ข้อควรระวังทั่วไปในการสำรวจสถานที่เกิดเหตุ

ในการสำรวจสถานที่เกิดเหตุ เราสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเข้าไปสำรวจโดยใช้ภาพจาก กล้องวงจรปิด CCTV การเข้าไปสำรวจพื้นที่โดยตรง แต่ทว่าการเข้าไปสำรวจพื้นที่ หรือ สถานที่เกิดเหต ก็มีข้อควรระวังต่าง ๆ มากมาย เพือไม่ให้สาถนที่เกิดเหตุเกิดความเสียหาจนอาจจะทำให้หลักฐานบางชิ้นถูกทำลาย ดังนั้นผู้ที่จะเข้าไปสำรวจพื่้นที่ควรปฎิบัติดังนี้

  1. มีความเชื่อมั่นในการตรวจสอบ

ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุด้วยความเชื่อมั่นว่าจะต้องมีกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การคลี่คลายคดี แม้จะเป็นคดีเล็กน้อยหรือเป็นคดีพยายามก่ออาชญากรรมก็ตาม ต้องไม่ประมาท สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบอย่างเต็มที่ด้วยความตั้งอกตั้งใจ

  1. ต้องตรวจสอบด้วยความใจเย็น

ความใจเย็นนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดพลาดในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุนั้น เหตุทางด้านจิตใจ ดังนั้นจึงควรฝึกฝนไมให้เกิดความหวาดหวั่น ไม่ว่าสถานการณ์หรือเวลาใด

  1. ต้องตรวจสอบในฐานะบุคคลภายนอก

เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงจากข้อมูลและสิ่งที่ปรากฏอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ ควรหลีกเลี่ยงความรู้สึกนึกคิดไปเอง ควรตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุในฐานะบุคคลภายนอก สาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดพลาดในการตรวจสอบคือผู้ตรวจสอบมักจะเกิดูตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ

ด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า ในฐานะบุคคลภายนอกอย่างมีเหตุมีผล ดำเนินการด้วยความระมัดระวังรอบคอบ

  1. มีสมาธิในการตรวจสอบ

การตรวจสอบต้องกระทำด้วยความระมัดระวังรอบคอบและมีสมาธิ การมองข้ามในระหว่างการตรวจสอบนั้น มักจะเกิดจากการขาดความระมัดระวัง นอกจากนั้นแล้วการกล่าวสิ่งที่ไม่จำเป็น การพูดคุยกันในขณะตรวจสอบนั้น นอกจากจะทำให้การตรวจสอบไม่เป็นไปอย่างจริงจังแล้วยังจะทำให้ผู้อื่นเกิดความรู้สึกนึกคิดไปเองและเป็นผลทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด

  1. ตรวจสอบด้วยขอบเขตที่กว้างขวาง

สิ่งของที่ตกหล่นหรือหลักฐานอื่น ๆ ที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุนั้น สถานที่ก่ออาชญากรรมหรือความหมายที่แคบ กล่าวอีกนัยหนึ่งไม่ได้จำกัดแต่เพียงสถานที่ที่ก่ออาชญากรรมเท่านั้น เป็นต้นว่า จากสถานที่เกิดเหตุภายในบ้านของผู้เสียหายในคดีโจรกรรมนั้น ที่ว่างห่างออกไปหลายร้อยเมตร อาจเป็นสถานที่หลบซ่อนเพื่อรอเวลาอาจมีร่องรอยหรือสิ่งของตกหล่นอยู่ ส่วนช่องทางที่คนร้ายใช้หลบหนีนั้นอาจจะพบรอยเท้าหรืออาวุธ ด้วยเหตุนี้การตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุนั้น จะต้องกระทำในขอบเขตที่กว้าง เพื่อทำให้สามารถค้นพบข้อมูลต่าง ๆ ในบริเวณสถานที่เกิดเหตุโดยไม่มีตกหล่นสูญหาย

  1. ตรวจสอบอย่างมีลำดับขั้นตอน

ในสถานที่เกิดเหตุนั้น หากต่างคนต่างตรวจสอบโดยปราศจากลำดับขั้นตอนหรือข้อกำหนดใด ๆ แล้ว ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการมองข้ามข้อมูลต่าง ๆ ที่มีโยชน์ ยังทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาด

การตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุนั้นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหัวหน้าชุดสอบสวน ให้มีลำดับที่ถูกต้องและมีระบบ

จากการควบคุมของหัวหน้าชุดสืบสวน ต้องทำให้หน้าที่ของแต่ละคนมีความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่แบ่งพื้นที่รับผิดชอบ ต้องระวังไม่ให้เกิดช่องว่าง ทำการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ และมีเหตุมีผลในขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญต่อสภาวะโดยรวมเสมอ

  1. การพิจารณาลำดับการตรวจสอบ

เพื่อป้องกันการมองข้ามและการตกหล่นของการเก็บข้อมูล จึงต้องดำเนินการตรวจสอบโดยมีการกำหนดลำดับที่แน่นอน

ลำดับขั้นโดยปกติแล้วจะเริ่มจากบริเวณรอบนอกของสถานที่เกิดเหตุก่อน แล้วค่อย ๆ รวบเข้าจุดศูนย์กลางโดยไม่ให้เกิดช่องว่างและต้องระมัดระวังอย่างเข้มงวดไม่ให้ผู้คนเข้าไปยังจุดศูนย์กลาง ลบรอยนิ้วมือและรอยเท้าที่ติดตามสถานที่เกิดเหตุ และทำลายร่องรอยที่ติดอยู่ที่ช่องทางที่ใช้บุกรุก

  1. ตรวจสอบซ้ำหลาย ๆ ครั้ง

สิ่งสำคัญในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุนั้นคือ การดำเนินการซ้ำหลาย ๆ ครั้ง มีไม่น้อยที่ข้อมูลซึ่งไม่พบในครั้งแรกแต่อาจพบข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการตรวจสอบครั้งที่สองและสาม

  1. ตรวจสอบภายใต้สถานการณ์เดียวกัน

สิ่งสำคัญในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุคือ การพยายามดำเนินการภายใต้สภาวะเดียวกับขณะเกิดเหตุ เช่น ในตอนกลางวันและตอนกลางคืน สภาพของสถานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คดีที่เกิดขึ้นในตอนกลางคืนหากตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุในตองกลางวันแล้วจะไม่สามารถรับรู้ถึงความสว่างอย่างถูกต้องได้เลย

  1. การใช้เครื่องมืออุปกรณ์

เพื่อทำให้การตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ เป็นไปด้วยความถูกต้อง แม่นยำ จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วย เช่น รอยนิ้วมือหรือรอยเท้าบาง ๆ ที่ติดตามพื้นในห้องมืด ๆ นั้น หากใช้ไฟส่องแล้วก็จะช่วยทำให้มองเห็นชัดเจนขึ้น ดังนั้น ในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ จึงควรคำนึงถึงการนำเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ มาใช้ด้วย

 

สาระสำคัญของการตรวจสอบและเก็บรวบรวมข้อมูลในสถานที่เกิดเหตุ
1เมื่อไหร่ (การคาดคะเนเวลาที่ก่ออาชญากรรม)
  1. นาฬิกา โทรทัศน์ วิทยุ
  2. หนังสือพิมพ์ ไปรษณีย์ นมหรือสิ่งอื่น ๆ ที่ส่งเป็นประจำ
  3. การเปิดประตู ไฟฟ้า อาหาร การประกอบอาหารหรือสภาวะอื่น ๆ
  4. อุณหภูมิของน้ำร้อน เช่น อ่างอาบน้ำ กาน้ำ
  5. อุณหภูมิของศพ ลักษณะจุดคล้ำ การแข็งตัวและการเน่าของศพ
  6. สีของเลือดและลักษณะการจับตัวของเลือด
2ที่ไหน (การคาดคะเนสถานที่ก่ออาชญากรรม)
  1. ตำแหน่งของสถานที่เกิดเหตุ สภาพการจราจร
  2. ลักษณะของบริเวณข้างเคียง
  3. ลักษณะของบริเวณที่ได้รับความเสียหาย
  4. ศพที่สงสัยว่าจะมี?
    • สิ่งที่ติดอยู่กับศพ
    • สิ่งที่กำไว้ในมือ
    • รองเท้า ฝ่าเท้า เป็นต้น
    • ร่องรอยต่าง ๆ ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ
3ใคร (การคาดคะเนคนร้าย)
  1. สิ่งของที่ตกหล่น
  2. รอยนิ้วมือ รอยเท้า รอยล้อรถ ร่องรอยอื่น ๆ
  3. รอยเลือด น้ำอสุจิ น้ำลายหรือสิ่งขับถ่าย
  4. อุปนิสัยพิเศษในการก่ออาชญากรรม
  5. วิธีการบุกรุก วิธีการค้นหาข้าวของ
  6. ข้อมูลที่สามารถประมาณรูปร่างและความสูงของคนร้าย
4กับใคร (การคาดคะเนผู้ร่วมก่ออาชญากรรม)
  1. มีรอยนิ้วมือ รอยเท้าหรือร่องรอยอื่น ๆ มากกว่า 2 ชนิด
  2. มีอาวุธหรือรอยบาดแผลที่เกิดจากอาวุธมากกว่า 2 ชนิด
  3. การขนย้ายหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของ ที่ไม่สามารถทำคนเดียวได้
  4. 5วิธีการบุกรุกที่ต้องใช้คนมากกว่า 2 คน
  5. สิ่งของที่ตกหล่น
5แก่ใคร (เกี่ยวกับผู้เสียหาย)

 

  1. ผู้เสียหายที่ไม่ทราบว่าเป็นใคร
    1. เครื่องแต่งกาย สิ่งของติดตัว
    2. รูปร่างลักษณะ หน้าตา เพศ ลักษณะเด่น
  2. ฆ่าตัวตายหรือถูกฆ่าหรือตายด้วยอุบัติเหตุอื่น ๆ
  3. ร่องรอยการต่อสู้ขณะถูกทำร้าย
  4. ตำแหน่ง, ชนิด และลักษณะของรอยบาดแผล
  5. ลักษณะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และสิ่งของที่ติดตามร่างกาย
  6. สภาวะอื่น ๆ ที่สามารถคาดคะเนพฤติกรรมของผู้เสียหาย
6ทำไม (การคาดคะเนแรงจูงใจในการก่ออาชญากรรม)
  1. ร่องรอยการค้นหาข้าวของ
  2. ตำแหน่ง และจำนวนของบาดแผล
  3. การจัดการกับศพ เครื่องบูชา
  4. ร่องรอยการต้อนรับแขกก่อนเกิดอาชญากรรม (เบาะรองนั่ง ถ้วยน้ำชา และอื่น ๆ)
  5. ช่องทางที่ใช้ในการบุกรุก การค้นหาข้าวของ
  6. ตำแหน่งของของที่ได้รับความเสียหาย
  7. ร่องรอยการปฏิบัติการของคนร้ายในสถานที่เกิดเหตุ
7อย่างไร (การคาดคะเนวิธีการก่ออาชญากรรม)
  1. ช่องทางบุกรุกและช่องทางหลบหนีการปฏิบัติการหลังจากที่บุกรุกเข้าไปแล้วจนกระทั่งหลบหนีออกไป
  2. ตำแหน่งและลักษณะ ท่าทาง ลักษณะของบาดแผล
  3. ลักษณะการกระเด็นของเลือด
  4. ร่องรอยที่ติดตามบ้านหรือเครื่องเรือน
  5. ลักษณะการเคลื่อนย้ายหรือการล้มของสิ่งของ
  6. ลักษณะของการค้นหาของ
  7. ลักษณะของอาวุธและสิ่งของที่ตกหล่นอื่น ๆ
  8. ลักษณะของห้องน้ำและอ่างล้างจาน
8ผลเป็นอย่างไร (ตรวจสอบผลการก่ออาชญากรรม)
  1. บาดแผลของศพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทำให้เสียชีวิต
  2. ตรวจสอบของมีค่าที่ได้รับความเสียหาย
    • ชื่อสิ่งของ คุณสมบัติ จำนวน
    • ลักษณะและจุดเด่น

 

หัวข้อสังเกตในการตรวจสอบวิธีการก่ออาชญากรรม 12 ประการ
  1. เวลาในการก่ออาชญากรรม ตอนเช้า พลบค่ำ กลางดึก เช้ามืด
  2. สภาพแวดล้อมของสถานที่ก่ออาชญากรรม ย่านธุรกิจ บ้านพักอาศัยที่ก่อสร้างใหม่ ริมทางรถไฟ
  3. การเตรียมก่ออาชญากรรม เตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการบุกรุก ใช้หินปากระจกให้แตกตรวจสอบว่า อยู่บ้านหรือไม่
  4. สถานที่ก่ออาชญากรรม บ้านพักอาศัย โรงงาน โรงเรียน สถานที่ราชการ
  5. มีผู้ร่วมก่ออาชญากรรมหรือไม่ รอยเท้า ก้นบุหรี่ เสียงพูดคุย เสียงฝีเท้า
  6. หนทางในการบุกรุก หนทางจากถนนใหญ่ มายังช่องทางที่ใช้บุกรุก ปีนเสาไฟ
  7. ช่องทางในการบุกรุก ทางเข้าด้านห้องครัว หน้าต่างห้องน้ำ
  8. วิธีการบุกรุก ทำลายประตู หน้าต่าง หรือกุญแจ ของช่องทางที่ใช้บุกรุกอย่างไร
  9. เครื่องมือที่ใช้ในการบุกรุก คาดคะเนจากร่องรอยที่อยู่บริเวณทางเข้า
  10. วิธีค้นหาข้าวของ วิธีดึงตู้เสื้อผ้า ค้นหาเท่าทีสามารถค้นได้ ทำให้กลับสู่สภาพเดิม
  11. สิ่งของที่เป็นเป้าหมาย เงินสด สิ่งของมีค่า เสื้อผ้า หรือสิ่งใดก็ได้ไม่จำกัด ต้องพิจารณาโดยรวม ระหว่างของที่เสียหายกับสภาพการรื้อค้น
  12. อุปนิสัยพิเศษ ตรวจสอบสถานที่รอบๆ เฝ้ารอเวลา ถ่ายอุจจาระ ดื่ม รับประทาน อาหาร

 

สาระสำคัญของการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุในคดีโจรกรรม
หัวข้อตรวจสอบจุดที่ควรให้ความสนใจในขณะตรวจสอบ
(1) การตรวจสอบระยะเวลาการก่ออาชญากรรมก. สภาวะของผู้ได้รับความเสียหาย
ข. สภาวะการเข้านอกออกในและผู้ที่อยู่ข้างเคียงผู้เสียหาย
ค. ลักษณะของสถานที่ได้รับความเสียหายและลักษณะภูมิอากาศ
ง. อื่น ๆ
(2) สภาพแวดล้อมของสถานที่ก่อโจรกรรมและการตรวจสอบสถานที่ก. สภาพแวดล้อมของบริเวณข้างเคียง
ข. สภาพทางเข้าออกที่เกิดเหตุ
ค.สภาพการใช้ยานพาหนะบริเวณที่เกิดเหตุ
ง. สภาพสถานที่พักของผู้เสียหาย
(3) การตรวจสอบช่องทางที่ใช้บุกรุกก. ปีนกำแพงหรือไม่
ข. มาตามหลังคาหรือไม่
ค. ปีนประตูเข้ามาหรือไม่
ง. มีร่องรอยการตัดมุ้งลวดและลอดเข้ามาหรือไม่
จ. มีร่องรอยการเปิดประตู หน้าต่างหรือไม่
(4) ตรวจสอบการเตรียมการบุกรุกก. มีร่องรอยการหลบซ่อนตัวหรือรอเวลาหรือไม่
ข. มีการตัดสายไฟฟ้าหรือสายโทรศัพท์หรือไม่
ค. มีการจัดการกับสุนัขเฝ้าบ้านหรือไม่
ง. มีการเช็คว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่หรือไม่
จ. มีการดูลาดเลาล่วงหน้าหรือไม่
ฉ. ก่อนที่จะบุกรุกมีการปฏิบัติการอันใดเพื่อช่วยในการบุกรุกหรือไม่
(5) สภาวะของผู้ที่ได้รับความเสียหายก. หลับอยู่หรือไม่อยู่บ้าน
ข. ขณะทำธุระหรือกำลังดูทีวีหรือฟังวิทยุ
(6) ตำแหน่งที่ใช้บุกรุกช่องทางบุกรุกที่
(7) การตรวจสอบวิธีการบุกรุกก. ไขหรือพังกุญแจอย่างไร
ข. ถอดหรือพังประตูอย่างไร
ค. พังหรือถอดหรือใช้ไฟตัดกระจดหน้าต่างอย่างไร
ง. พังหรือถอดกำแพง หลังคา มุ้งลวด ลูกกรง
จ. ปีนเข้ามา คอยให้เข้ามา ไม่ได้ประตูไว้
(8) อุปกรณ์ที่ใช้ในการบุกรุกใช้อะไรเป็นเครื่องมือในการบุกรุก
(9) ใช้วิธีการพิเศษอะไรในการบุกรุกก. ใช้เสียงให้เป็นประโยชน์หรือไม่
ข. ที่ประตูหน้าต่างมีการเสริมสิ่งใดเป็นพิเศษหรือไม่
ค. มีการเสริมสิ่งใดเป็นพิเศษที่ไฟฟ้าหรือไม่
ง. มีการเสริมอะไรเป็นพิเศษที่มือหรือเท้าหรือไม่
จ. ทำอย่างไรกับสิ่งของหรือกระจกที่ทำแตก มีร่องรอยการซ่อมแซมสิ่งของที่เสียหายหรือไม่
ฉ. มีการค้นหามาสเตอร์ หรือสิ่งของที่เสียหายมาใช้หรือไม่ ทำทางออกเองหรือไม่
(10) การตรวจสอบวิธีการค้นหาของก. มีการขนย้ายสิ่งของไปที่อื่นเพื่อเลือกหรือไม่
ข. มีการปฏิบัติกับรอยนิ้วมือหรือไม่
ค. ลักษณะการกระจายของสิ่งของเป็นอย่างไร
ง. ขโมยบัตรประจำตัวหรือเอกสารอื่น ๆ หรือไม่
จ. มีเป้าหมายที่ตู้นิรภัยหรือไม่
ฉ. มีการบังคับสถานที่เกิดเหตุหรือไม่
ช. มีการดื่มหรือกินอาหารหรือสูบบุหรี่หรือไม่
(11) การตรวจสอบอุปนิสัยพิเศษในการค้นหาของก. ถูกค้นที่ไหนบ้าง
ข. ที่เก็บของถูกทำลายอย่างไร
ค. มีการขโมยสิ่งของประเภทเดียวกันเป็นจำนวนมาก ๆ หรือไม่
ง. เปิดลิ้นชักทิ้งไว้ ไม่ปิดเข้าที่หรือไม่
(12) สิ่งที่เป็นเป้าหมายสิ่งที่เป็นเป้าหมายคืออะไร
(13) ช่องทางหลบหนีหลบหนีไปทางไหนอย่างไร
(14) อุปนิสัยพิเศษของการหลบหนีและสิ่งของที่ตกหล่นอยู่ตำแหน่งที่ใช้ในการหลบหนีหรือตำแหน่งมีสิ่งของตกหล่นมีลักษณะเด่นอะไรหรือไม่
(15) การตรวจสอลข้อมูลในสถานที่เกิดเหตุก. รอยนิ้วมือมีติดไว้ที่ไหนอย่างไร
ข. รอยเท้า รอยสิ่งของเครื่องใช้ สิ่งของตกหล่นหรือสิ่งของเล็ก ๆ ถูกทิ้งไว้อย่างไร

 

ความแตกต่างระหว่างการฆ่าตัวตายกับการถูกฆาตกรรม

กล้องวงจรปิด CCTV บทความ_ข้อควรระวังทั่วไปในการสำรวจสถานที่เกิดเหตุ

ข้อสังเกตในการแบ่งแยกระหว่างการทำร้ายร่างกายตนเองเพื่อให้เสียชีวิตและถูกฆาตกรรมการใช้ของมีคมแทงหรือตัดส่วนที่เป็นจุดสำคัญของร่างกาย เช่น คอหรือ หน้าอก เพื่อฆ่าตัวตายนั้น โดยปกติเรียกว่า การทำร้ายร่างกายตนเองเพื่อให้เสียชีวิต ทั้งการถูกฆ่าและทำร้ายร่างกายตนเองเพื่อให้เสียชีวิตด้วยของมีคมนั้น นอกจากจะปรากฏความโหดร้าย ณ สถานที่เกิดเหตุแล้ว ลักษณะของบาดแผลยังมีความใกล้เคียงกันอีกด้วย

จุดสังเกตฆ่าตัวตายถูกฆาตกรรม
ตำแหน่งของบาดแผลจำกัดเฉพาะบริเวณที่สามารถทำได้ด้วยตนเองส่วนใหญ่จะมีบาดแผลที่ด้านหน้า ส่วนใหญ่จะกระทำที่จุดสำคัญ ๆ เช่น ลำคอ อก ท้อง ข้อพับ แขน ข้อมือ และไม่กระทำในส่วนอื่นที่ไม่จำเป็นหากพบบาดแผลที่ด้านหลังหรือส่วนอื่นที่ไม่จุดสำคัญของร่างกายแล้ว เป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะถูกฆ่า
แผลที่เกิดจากการพยายามฆ่าตัวตายมักจะมีแผลที่เกิดจากการพยายามฆ่าตัวตายเป็นตัวตัดสินว่าเป็นการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพิจารณา

มักจะขนานกับแผลที่ทำให้ถึงแก่ความตาย ส่วนใหญ่จะเป็นแผลที่ตื้นและมีหลายแห่ง แต่ก็มีไม่น้อยที่พบแผลที่เกิดจากการพยายามฆ่าตัวตายที่อยู่คนละตำแหน่งกับผลที่ทำให้ถึงแก่ความตายตามลำคอ อก ข้อพับแขน ข้อมือ บาดแผลที่เกิดจากการพยายามฆ่าตัวตายโดยการแทงนั้นส่วนใหญ่จะมีเป็นแผลตื้นที่แทงด้วยปลายของมีคมมักจะมีหลายแห่ง

ไม่มีแผลที่เกิดจากการพยายามฆ่าตัวตายหากมีบาดแผลหลายแห่ง ทิศทางจะไม่คงที่ ผู้ถูกฆาตกรรมจะต่อสู้ดิ้นรน ดังนั้นจะไม่มีทางเป็นไปได้ที่บาดแผลอยู่ในแนวเดียวกัน อาจมีบางครั้งที่ทำให้ดูเหมือนกับเป็นการฆ่าตัวตาย โดยการทำให้เกิดแผลที่เกิดจากการพยายามฆ่าตัวตายในกรณีนี้จะเป็นแผลที่ไม่ได้เกิดขึ้นขณะที่มีชีวิต
การฉีกขาดของเครื่องแต่งกายจะหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนเสื้อผ้าโดยการปลดกระดุมแขนเสื้อและพับขึ้น อาจมีบางครั้งที่มีการแทงทั้งที่ยังสวมใส่เสื้อผ้าบาง ๆ อยู่ เช่น กรณีของคนที่มีอาการตื่นเต้นหรือมีความผิดปกติทางจิตนอกจากส่วนที่ไม่มีเสื้อผ้าปกปิดแล้วเกือบทั้งหมดจะถูกแทงทั้ง ๆ ที่ยังสวมเสื้อผ้าอยู่
จำนวนบาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ความตายมีบ้างเป็นบางครั้งที่มีบาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ความตายมากกว่า 2 แห่งพร้อมกัน เช่น เมื่อกรีดคอแล้วแทงหัวใจทันที แต่ควรพิจารณาว่าแทบจะเป็นเป็นไม่ได้ โดยปกติบาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ความตายจะมีเพียงที่เดียวเท่านั้นหากบาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ความตายมีมากกว่า 2 แห่ง ให้พิจารณาว่าเป็นการถูกฆาตกรรรม หากทำให้เกิดบาดแผลเป็นจำนวนมากให้พิจารณาว่าเกิดจากความหึงหวงหรือมีความโกรธแค้นอย่างรุนแรง และหากฆาตกรเป็นโรคซาดิสก์อาจมีบาดแผลเป็นจำนวนมาก
ความลึกของบาดแผลถ้าเปรียบเทียบกับการถูกฆาตกรรมแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นแผลที่ตื้นหากเป็นการแทงจนทะลุอีกด้านหนึ่งหรือมีแผลลึกเป็นจำนวนมากให้พิจารณาว่าเป็นการฆาตกรรม
จุดเริ่มต้นของบาดแผลบาดแผลจะเริ่มจากฝั่งตรงข้ามของมือที่ถนัดและถูกปาดไปทางด้านมือที่ถนัด

จุดเริ่มต้นของบาดแผลนั้นจะลึก เมื่อปาดไปแล้วแรงจะลดลงตามลำดับ ด้านมือที่ถนัดแผลจะตื้น

ตำแหน่ง ทิศทาง และลักษณะของบาดแผลจะไม่คงที่เมื่อเปรียบเทียบจากมือที่ถนัด
บาดแผลที่กระดูกในกรณีที่แทงบริเวณหน้าอกมักจะหลีกเลี่ยงกระดูกหน้าอกหรือกระดูกซี่โครงจ ซี่โครงจ จะจะ จะแทง
ซี่โครง จะแทงระหว่างกระดูกซี่โครง แต่หากของมีคมนั้นมีขนาดใหญ่อาจทำให้เกิดบาดแผลที่กระดูกซี่โครงด้วย
หากแทงที่กระดูปกหน้าอก ให้พิจารณาว่าเป็นการฆาตกรรม และหากเป็นการแทงแทง
แทงจนกระทั่งทำให้กระดูกซี่โครงถูกตัดขาดให้พิจารณาว่าน่าจะเป็นการฆาตกรรม
มีบาดแผลเกิดจากการต่อสู้ป้องกันตัวหรือไม่มือหรือแขนไม่มีบาดแผลที่เกิดจาการต่อสู้ป้องกันตัวมีบ้างเป็นบางครั้งที่ถือของมีคมนั้นพลาดทำให้เกิดบาดแผลขึ้น ในกรณีนี้มักจะเกิดแผลลึกแนวขวางที่ฝ่ามือ หากพิจารณาเปรียบเทียบกับของมีคมที่ใช้ จะเห็นว่ามีความแตกต่างกับแผลที่เกิดจากการต่อสู้ป้องกันตัวมักจะพบเห็นบาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้ป้องกันตัวตามแขนขา เนื่องจากกำหรือใช้มือรับอาวุธของฝ่ายตรงข้าม
มีโลหิตติดอยู่ที่มือมีโลหิตติดอยู่ที่มือด้านที่ถนัดเพราะใช้ถือของมีคมหากไม่มีรอยโลหิตอยู่ที่มือทั้ง 2 ข้างแสดงว่าเป็นการฆาตกรรม
มีอาวุธอยู่หรือไม่ต้องมีอาวุธที่มีลักษณะตรงกับอาวุธที่ทำให้เกิดบาดแผลนั้นตกอยู่ข้าง ๆหากไม่มีอาวุธตกอยู่ข้าง ๆ แสดงว่าเป็นการฆาตกรรม
การเลือกอาวุธหากมีของมีคมหลายชนิดอยู่ข้าง ๆ แสดงว่าจะต้องเลือกอาวุธที่มีความคม ชนิดของอาวุธก็มักจะเป็นมีดโกน มีดหรือมีดอีโต้หากใช้ของมีคมที่ใช้ยากและไม่คมต้องสงสัยไว้ก่อน
จำนวนอาวุธโดยปกติแล้วจะใช้อาวุธเพียงชิ้นเดียวหากใช้อาวุธมากกว่า 2 ชนิดขึ้นไป มักจะเป็นการฆาตกรรม
สิ่งของต่าง ๆ ที่รอยถูกฟันจะไม่มีรอยบาดแผลที่สิ่งอื่น ๆ นอกจากร่างกายของตนเองเนื่องจากผู้เสียหายจะหลีกหนีไปรอบ ๆ จึงมักมีรอยบาดตามเสา เสื่อ ผนังหรือเครื่องเรือน
ลักษณะการไหลของโลหิตศพอยู่ในอาการสงบนิ่ง ไม่แสดงถึงร่องรอยการเคลื่อนไหวไปรอบ ๆ โลหิตจึงไหลโดยธรรมชาติตามลักษณะท่าทางของศพมีรอยโลหิตติดอยู่ตามตำแหน่งที่ห่างจากศพหรือกระเด็นไปเป็นบริเวณกว้างหากสามารถคาดเดาได้ว่ามีการต่อสู้หรือหลบหลีก แสดงว่าเป็นการฆาตกรรม

 

สาระสำคัญของการเก็บรวบรวมข้อมูล
สิ่งที่จะต้องเก็บข้อมูลวิธีเก็บข้อมูลหัวข้อการตรวจสอบข้อควรระวังในการเก็บข้อมูล
โลหิต (ไหลอยู่หรือเป็นลิ่ม)
  • SPIOT
  • เข็มฉีดยา
  • ใช้ผ้าก๊อซซับ

 

กรุ๊ปโลหิต

  • ออกซิเจนในเม็ดโลหิตแดง 10 แบบ
  •  รูปแบบ DNA ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในกระแสโลหิตความเข้มข้นของ CO ในกระแสโลหิต
  • ปริมาณที่ต้องการ 2 C.C
  • ใช้ผ้าก๊อซซับ
  • บรรจุลงในหลอดทดลองปิดให้สนิท และเก็บไว้ในที่เย็น

 

รอยเปื้อนของโลหิต (โลหิตที่แห้งแล้ว)

 

  • หากไม่สามารถเก็บตัวอย่างได้ในลักษณะที่เป็นของแข็งให้ใช้ผ้าก๊อซหรือเส้นด้ายของก๊อซชุบน้ำเกลือซับ
  • หากติดอยู่ที่ผ้าหรือกระดาษให้ตัดออก
  • ทำให้ติดที่เทปกาว
พิจารณาว่าเป็นโลหิตของมนุษย์หรือสัตว์พิจารณาว่าเป็นโลหิตที่มาจากประจำเดือนหรือโลหิตที่ไหลออกมาด้วยสาเหตุอื่น
  • หากรอยเปื้อนโลหิตจำนวนน้อยให้เก็บตัวอย่างเข้มข้นที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • หากใช้ปากคีบเก็บตัวอย่างต้องล้างน้ำและเช็ดให้แห้ง หากเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเก็บตัวอย่างให้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน
  • หากเก็บตัวอย่างจากเสื่อหรือประตู ซึ่งมีคนแตะต้องเป็นจำนวนมาก ต้องเก็บตัวอย่างจากบริเวณข้างเคียงที่ไม่มีรอยโลหิตติดอยู่มาเป็นตัวเปรียบเทียบ
  • สำหรับผ้าก๊อซนั้นให้ตัดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 1 ซม. หากต้องใช้ด้ายให้ดึกออก 2-3 เส้น ตามความจำเป็น
เส้นผม (ผมหรือขนเพชร)
  • ดึงออกมา
กรุ๊ปโลหิต

  • ตรวจสอบว่าเป็น O หรือ AB ที่มีลักษณะแบบไหน (จำเป็นต้องมีตัวอย่างเปรียบเทียบ)
  • ปริมาณที่จำเป็นอย่างน้อย 6 ซม. ในกรณีที่ตรวจสอบลักษณะของกรุ๊ปเลือดต้องมีรากผม
  • สิ่งที่ใช้เปรียบเทียบนั้นให้เก็บตัวอย่างจากหลาย ๆ แห่ง
  • เก็บตัวอย่างให้สามารถรู้ได้ว่ามีการย้อม (บางส่วนหรือทั้งหมด)
  • เส้นผมที่ถูกดึงออกจะสามารถพิสูจน์เพศ ได้ แต่เส้นผมที่ร่วงอยู่จะไม่สามารถทำได้
  • การตรวจสอบ DNA นั้นในปัจจุบันต้องใช้เส้นที่มีปลอกรากผมติดอยู่ด้วย ซึ่งต้องใช้มากกว่า 5 เส้น
เล็บตัดออกมาเส้นใย มีชั้นผิงหนังติดอยู่ในสิ่งแปลกปลอม
  • หากต้องตัดออกให้เก็บตัวอย่างโลหิตและเนื้อของผู้ถูกตรวจสอบด้วย

 

การตรวจสอบศพที่ถูกไฟเผาว่าฆ่าตัวตายหรือถูกฆ่า
ประเภทตายเพราะถูกไฟเผาถูกเผาไหม้หลังจากเสียชีวิตแล้ว
(1) เขม่าสูดเขม่าเข้าไปในปากหรือจมูกไม่สูด
(2) ฟองอากาศที่ด้านล่างของศพ มีฟองอากาศที่แสดงให้เห็นถ้าร่องรอยการมีชีวิตเกิดขึ้นมีฟองอากาศเกิดขึ้น แต่ภายในไม่พบร่องรอยการมีชีวิต
(3) ฟองอากาศอาจมีฟองอากาศเล็ก ๆ เกิดขึ้นที่รูจมูกไม่มี
(4) จุดคล้ำในห้องที่มีอากาศถ่ายเทไม่สะดวกนั้นจะมีจุดคล้ำสีแดงสดเนื่องจากได้รับคาร์บอนมอนนอกไซด์สีม่วงอมแดงคล้ำ
(5) ตำแหน่งของศพปกติจะคลานออกมาจนใกล้ประตูทางเข้า – ออกมีตำแหน่งไม่แน่นอน
(6) ลักษณะท่าทางมักเป็นลักษณะท่าทางที่กำลังต่อสู้ลักษณะท่าทางนั้นไม่แน่นอน

 

การตรวจสอบการตายอันเนื่องมาจากยาหรือสารพิษ
ประเภทหัวข้อในการชันสูตร
สารประกอบไซยาเนตถ้าใช้ก็จะใช้โปรแตสเซียมไซยาเนต โซเดียมไซยาเนต ในการฆาตกรรม แต่น้อยครั้ง

  1. ปริมาณที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตคือ 0.1-0.3 กรัม (ประมาณไม้แคะหู 2) ไม้
  2. หมดสติราวกับถูกตีโดยแรงที่ศีรษะ
  3. กล่าวกันว่าศพที่เสียชีวิตเนื่องจากสารไซยาเนตนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงพิเศษใด ๆ ที่สีของจุดคล้ำ
  4. ริมฝีปากจะเน่าเปื่อย เยื่อมักจะลอก
  5. ที่เปลือกตาด้านล่างจะมีโลหิตคั่ง
  6. เมื่อดื่มแล้วจะเสียชีวิตภายใน5-20นาที(ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณ)
  7. หากใช้กระดาษลิตมัชจะเกิดปฏิกิริยาSchonbein’s reaction แสดงความเป็นด่าง (เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน)
  8. หากเป็นการฆ่าตัวตาย เกือบทุกคนจะดื่มรวดเดียวหมด
  9. จะมีรอยนิ้วมือที่ภาชนะบรรจุยา

ต้องค้นหาว่าได้สารพิษชนิดนี้มาอย่างไร

ยากำจัดศัตรูพืชยากำจัดศัตรูพืช ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้านั้นมีมากกว่า 3,000 ชนิด

  1. Organic Phosphate ม่านตาหดตัว (ประมาณ 0.2ซม.
  2. ที่เยื่อบุริมฝีปากอาจพบเห็นการถูกกัดทำลาย
  3. จุดคล้ำนั้นจะมีสีแดงอมม่วงหรือสีแดงคล้ำปรากฏขึ้นเด่นชัด
  4. โดยปกติศพมักจะแข็งเกร็ง
  5. อาจพบเห็นฟองเล็กน้อยที่มีลักษณะเป็นเมือกเหนียว ๆ สีเทา หรือสีน้ำตาลอ่อนปรากฏที่ช่องจมูกหรือช่องปาก
  6. อาจมีการขับถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะออกมาด้วย
ยานอนหลับการเสียชีวิตเนื่องมาจากยานอนหลับนั้นต้องใช้ยาปริมาณมากและกว่าจะเสียชีวิตต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ในผู้ใหญ่จึงมีน้อยรายมากที่ถูกฆ่าด้วยยาประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการฆ่าตัวตายหรือเกิดความผิดพลาดบริโภคเกินขนาด แต่มีกรณีที่หลอดให้ดื่มยานอนหลับแล้วปล่อยแก๊สหุงต้มเพื่อทำการฆาตกรรม

  1. จุดคล้ำจะมีสีออกเลือดหมูเข้ม
  2. มีไขมันติดที่ตา
  3. เยื่อบุตาจะบวมพอง
  4. อาจมีน้ำลายฟูมปากหรือฟองน้ำมูกในจมูก
  5. เล็บจะเขียวคล้ำมาก
  6. ใบหน้ามันมาก ตัวร้อนมีกลิ่นเหงื่อแรง(อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น)

 

ข้อควรระวังในการตรวจสอบ (ชันสูตรศพ)
การเปิดประตูกุญแจนั้นล็อคจากด้านในหรือไม่ มีกุญแจหรือไม่

บุคคลที่สามล็อคกุญแจแล้วออกข้างนอกได้หรือไม่

สภาพความยุ่งเหยิงของที่เกิดเหตุมีร่องรอยการต่อสู้หรือมีเครื่องเรือนเคลื่อนที่ล้มแตกหรือไม่
การค้นหาข้าวของเงินสดหรือสมุดบัญชีเงินฝากอยู่หรือไม่ เงินสดที่เหลือนั้นได้รับมาอย่างไร ขัดแย้งกับสภาพการใช้ชีวิตประจำวัน
ตำแหน่งและลักษณะท่าทางมีสิ่งที่ผิดธรรมชาติหรือไม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งของมือและเท้าลักษณะท่าทาง
ความยุ่งเหยิงของเสื้อผ้ามีสิ่งผิดธรรมชาติหรือไม่ ได้รับความเสียหาย (ตะเข็บขาด ฉีกขาด กระดุมหลุดหรืออื่น ๆ)
ตำแหน่งของปัสสาวะตำแหน่งของปัสสาวะและศพอยู่ที่เดียวกันหรือไม่ มีรอยปัสสาวะในที่อื่นหรือไม่
ส่วนศีรษะบ่อยครั้งที่รอยแผลเพียงเล็กน้อยที่ศีรษะมักเป็นสาเหตุให้ถึงแก่ความตายมีอาการบวมพอง
ใบหน้าพบอาการช้ำที่หน้า บวมพอง ห้อเลือดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีอาการโลหิตคั่งอยู่ตามเยื่อบุผนังปากหรือกัดลิ้นนั้นอาจเป็นไปได้ว่าหมดลมหายใจเพราะถูกบีบหรือรัดคอ
โลหิตไหลตามหูและจมูกอาการโลหิตไหลออกจากหูและจมูกนั้นอาจหมดลมหายใจเพราะถูกกระทบกระเทือนโดยแรงที่คอ(บีบคอหรือรัดคอ) หรือกะโหลกศีรษะแตก
รูม่านตาในกรณีที่ขนาดข้างซ้ายและขวาไม่เท่ากันนั้น อาจเป็นไปได้ว่าเกิดอาการบาดเจ็บภายในกะโหลกศีรษะหรือมีโลหิตคั่งในสมอง ถ้ามีขนาดใหญ่ขึ้นหลังจากเสียชีวิตก็จะประมาณ 4-7 มม. หากเล็กลงอาจเป็นไปได้ว่าเสียชีวิตเพราะยาหรือสารพิษ เช่น ยากำจัดศัตรูพืช
ลูกนัยน์ตา ใบหน้าในกรณีที่มีอาการบวมน้ำ ไขมันติดตา หรือเหงื่อกาฬแตกที่ใบหน้าอาจเป็นไปได้ว่าเสียชีวิตเนื่องจากกินยานอนหลับ
ส่วนลำคอที่ส่วนลำคอนั้นมีรอยถูกรัดหรือถูกบีบหรือมีหนังถลอกหรือไม่
อาเจียนหากมีโลหิตคั่งในสมองจะเกิดความกดดันชั้นในสมองทำให้อาเจียนออกมา
ริมฝีปากพุพองอาจเสียชีวิตเพราะดื่มยาพิษ

 

การจมน้ำตาย

กล้องวงจรปิด CCTV บทความ_ข้อควรระวังทั่วไปในการสำรวจสถานที่เกิดเหตุ

ส่วนใหญ่มักจะตายเพราะสูดน้ำเข้าไปจากการหายใจเอาของเหลวเข้าไป ทำให้หลอดลมถูกปิดกั้น อาจมีกรณีที่เสียชีวิตในอ่างอาบน้ำ หรือคว่ำหน้าลงในบริเวณที่มีน้ำขังอยู่เพียงเล็กน้อย แม้ว่าสาเหตุการเสียชีวิตจะเกิดจากจมน้ำก็ตาม แต่เนื่องจากอาจถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกโยนลงน้ำก่อนหน้าที่จะเสียชีวิตก็ได้ จึงจำเป็นต้องตัดสินจากลักษณะโดยรวมจากการสอบสวน เพื่อให้ปรากฏแน่ชัดถึงสาเหตุของการฆ่าตัวตาย

จุดสังเกตจุดสังเกตที่ศพ
ลักษณะพิเศษของการเสียชีวิตเนื่องจากจมน้ำ(1) หากเป็นศพที่เพิ่งจมน้ำตาย จะมีฟองเป็นเมือกข้น ๆ (ข้นและเหนียว) ออกมาจากรูจมูกและปากเป็นเพราะน้ำที่ถูกสูบเข้าไปผสมกับอากาศในปอดจึงเกิดความเหนียวข้น ไม่สลายได้โดยง่าย

(2) ศพที่เริ่มจะเน่าแล้วนั้น จะมีฟองอากาศเนื่องจากการเน่าเปื่อยจึงควรระวังไม่ให้เกิดการสับสน

(3) เมื่อกดส่วนอกหรือท้องจะมีน้ำทะลักออกมา

ใบหน้าอาจจะพบรอยพกช้ำหรือรอยห้อเลือดที่เปลือกตาด้านใน
จุดคล้ำเนื่องจากในน้ำศพจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ จึงทำให้เกิดจุดคล้ำได้ยากแม้จะพบก็จะเห็นได้ไม่ชัด ในฤดูหนาวจะปรากฏสีแดงสด
ผิวหนังรูขุมขนจะลุกชันเนื่องจากความหนาวเย็น คล้ายกับอาการขนลุกเรียกว่าผิวหนังเกิดอาการตื่นตัว
ผิวหนังเหี่ยวหากอยู่ในน้ำนาน ๆ ผิวหนังที่ฝ่ามือและเท้าจะเหี่ยวย่น
  1. การพิจารณาว่าเป็นการฆ่าตัวตายหรือถูกฆาตกรรมนั้น ให้ตัดสินใจจากเครื่องแต่งกาย รองเท้า สิ่งที่ติดตัว บัตรประจำตัวและสภาพข้างเคียง
  2. พิจารณาว่ามีการบาดเจ็บ มีร่องรอยของการมีชีวิตหรือไม่ มีการทำร้ายร่างกายหรือไม่
  3. หากศพอยู่ในน้ำการเน่าเปื่อยจะช้ากว่าในอากาศเป็นครึ่งหนึ่ง หากมีอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียสแล้วการเน่าเปื่อยจะเป็นไปได้ช้า
  4. หากเวลาผ่านไปเป็นเวลาหลายชั่วโมงจากที่เสียชีวิตแล้ว น้ำที่อยู่ในปอดจะซึมออกมาภายนอกและคั่งอยู่เต็มทรวงอก
  5. แผลตอนนั้นไม่เพียงแต่จะพบที่ปอด ตับ ไต หรืออวัยวะส่วนอื่นเท่านั้น แต่จะพบในกระดูกด้วย
  6. การตัดสินว่าเป็นการจมน้ำตายหรือไม่นั้นต้องอาศัยการผ่าพิสูจน์

 

มาตรฐานการคาดคะเนการเสียชีวิต
ระหว่าง 1 ชั่วโมงมีจุดคล้ำเล็กน้อย แต่ศพยังไม่แข็ง
ระหว่าง 2 – 3 ชั่วโมงจุดคล้ำปรากฏชัดเจนขึ้น คางและข้อที่ท้ายจะแข็ง
ระหว่าง 3 – 5 ชั่วโมงจุดคล้ำขยายตัวไปที่อื่น ข้อที่แขนจะแข็งมากขึ้น
ระหว่าง 7 – 8 ชั่วโมงจุดคล้ำไม่มีการขยายตัวไปที่อื่น ข้อที่ขาจะเริ่มแข็ง
ระหว่าง 10 – 12 ชั่วโมงแก้วตาจะเริ่มขุ่น ดูคล้ายกับมีไอน้ำเกาะอยู่ จุดคล้ำและอาการแข็งของศพจะเห็นได้ชัด ข้อนิ้วมือจะแข็ง
ระหว่าง 24 ชั่วโมงแก้วตาจะขุ่นมาก แต่ยังเห็นรูม่านตา ศพจะแข็งอยู่ ไม่อ่อนตัวลง มีหนอนขึ้นที่ปาก ตาและจมูก
ระหว่าง 30 ชั่วโมงอาการแข็งที่คงจะเริ่มอ่อนตัวลง
ระหว่าง 36 ชั่วโมงอาการแข็งที่แขนจะเริ่มอ่อนตัวลง
ระหว่าง 48 ชั่วโมงอาการแข็งที่ขาจะเริ่มอ่อนตัวลง
ระหว่าง 2 – 3 วันน้ำเหลืองขึ้นตามที่ต่าง ๆ ผิวหนังที่อยู่บริเวณสะดือและขาหนีบจะมีสีฟ้าอ่อนหรือ สีเขียวอ่อน หากเป็นฤดูร้อนจะปรากฏเร็วกว่านี้
ระหว่าง 8 วันตัวหนอนจะกลายเป็นตัวดักแด้ ภายใน 5 วัน สำหรับฤดูร้อน
ระหว่าง 2 – 3 สัปดาห์เหลือแต่เปลือกดักแด้
ระหว่าง 10 วันอาจถูกกินหมดจนเหลือแต่กระดูก
เป็นเวลาหลายเดือนเหลือแต่กระดูก

 

สีของจุดคล้ำแยกตามสาเหตุของการตายและระยะเวลาปรากฏขึ้น
ระยะเวลาที่ผ่านไปลักษณะที่ปรากฏความเข้มของสีและการขยายตัว
30 นาที – 1 ชั่วโมงเริ่มปรากฏขึ้นเนื่องจากตายกะทันหัน
2 – 3 ชั่วโมงปรากฏขึ้นจาง ๆ โดยทั่วไป
4 – 5 ชั่วโมงปรากฏชัดขึ้นหากใช้นิ้วกดแล้วจะจางขยายตัวไปทั่วทุกที
6 – 10 ชั่วโมงปรากฏเด่นชัดเมื่อใช้นิ้วกดแล้วจะจางลงเล็กน้อยรอยคล้ำจะขยายตัวไปที่อื่น แต่รอยเก่าก็ยังคงอยู่
มากกว่า 10 ชั่วโมงปรากฏชัดที่สุดเมื่อใช้นิ้วกดแล้วจะไม่เป็นจ้ำ รอยคล้ำไม่ขยายตัว

 

การขุ่นของแก้วตา
ระยะเวลาที่ผ่านไปลักษณะการขุ่น
6 ชั่วโมง

12 ชั่วโมง

24 ชั่วโมง

48 ชั่วโมง

ขุ่นเพียงเล็กน้อย

ขุ่นเล็กน้อยคล้ายกับมีไอน้ำเกาะอยู่

ความขุ่นปรากฏชัดเจนขึ้นแต่ยังมองไม่เห็นรูม่านตา

ขุ่นมัวมากจนไม่สามารถมองเห็นรูม่านตาได้

 

การตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุระเบิด

เศษระเบิด

รูที่ทะลุผนังกำแพง สภาพความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นกับคนและสัตว์เลี้ยง

ความร้อน

ลักษณะการไหม้ ความเสียหายหรือการบาดเจ็บที่เกิดจากเพลิงไหม้

การพิจารณาสาเหตุการระเบิด

สำหรับสาเหตุของการระเบิดนั้นให้พิจารณาจากหลุมที่เกิดจากแรงระเบิดหรือสิ่งต่าง ๆ ที่ติดไปกับของที่กระเด็นไป และนอกจากนี้ให้ตรวจสอบสิ่งของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่คิดว่าเคยอยู่ ณ จุดศูนย์กลางการระเบิด

อนึ่ง สำหรับสาเหตุที่ทำให้สิ่งที่ระเบิดเกิดการระเบิดขึ้นนั้น นอกจากจะต้องตรวจสอบสภาพของอาคาร อุปกรณ์ และสิ่งของต่าง ๆ รวมถึงคนที่อยู่บริเวณนั้นในขณะที่เกิดการระเบิดแล้ว ยังจำเป็นต้องเก็บรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ในสถานที่เกิดเหตุให้มากที่สุดเพื่อนำมาพิจารณาด้วย

การสืบสวนคดีก่อวินาศกรรม

สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการระเบิด เศษระเบิด เศษสิ่งของที่ได้รับความเสียหายหรือสิ่งของที่อาชญากรทำหลงลืมไว้ ซึ่งเก็บได้จากสถานที่เกิดเหตุจะต้องทำการตรวจสอบเศษดินระเบิดที่เหลือโดยทางฟิสิกส์ และเคมี เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเกี่ยวกับวัตถุระเบิด

การนำเศษภาชนะมาประกอบ

วัตถุระเบิดบางชนิดอาจไม่จำเป็นต้องใช้ภาชนะ แต่โดยทั่วไปแล้วจะนำดินระเบิดบรรจุเข้าในภาชนะแล้วทำให้ระเบิด เมื่อภาชนะแตกออก เศษภาชนะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายให้สูงขึ้น จากการนำเศษภาชนะมาประกอบขึ้นใหม่จะทำให้สามารถคาดเดาภาชนะที่ใช้ ปริมาณดินระเบิด ชื่อและมาตรฐานของระเบิด คุณภาพของวัสดุที่ใช้และขนาดได้

การพิจารณาหลักฐานโดยทั่วไป

ต้องพิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นระเบิด วัตถุดิบและเทคนิคการทำวัตถุระเบิดด้วย ซึ่งรายละเอียดสำคัญ ๆ มีดังต่อไปนี้

  • ชื่อและมาตรฐานของระเบิดของวัสดุที่ใช้
ไม่พลาดทุกข่าวสาร LINE: @cctvbangkok.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *